BMW X3

BMW X3 ใหม่ สมรรถนะอันทรงพลังและประสิทธิภาพเหนือชั้น
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัว BMW X3 xDrive20d xLine ใหม่ เป็นเจเนอเรชั่นที่สาม สืบทอดเจตนารมณ์ของรถยนต์รุ่นก่อนหน้าด้วยการผสานรูปลักษณ์แข็งแกร่งแบบออฟโรดเข้ากับความสปอร์ต สัดส่วนอันคุ้นตาของตัวรถ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังได้รับการออกแบบเพื่อรองรับ การกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 ระหว่างเพลาหน้าและหลังเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ ความปราดเปรียวอันทรงพลังของรถยนต์ BMW X3 xDrive20d xLine ใหม่ ถูกเสริมให้ดุดันยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าไตคู่แบบหนา และไฟตัดหมอกแบบหกเหลี่ยมที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูตระกูล X

สุดยอดขุมพลังนวัตกรรมแห่งความสปอร์ต

ชุดแต่ง BMW Individual และ xLine เติมรูปโฉมของบีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d xLine ใหม่ โดยมาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วลาย Y-spoke ภายในรถเฉียบคมด้วยความแม่นยำในการประกอบอย่างสมบูรณ์แบบและวัสดุคุณภาพเยี่ยม ส่งให้บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d xLine ใหม่ คลาสสิกหรูหรายิ่งกว่ารถรุ่นก่อนหน้า พร้อมยกระดับความสะดวกสบายขึ้นอีกขั้นกับอุปกรณ์เสริมใหม่ล่าสุดด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน ชุดไฟเพิ่มบรรยากาศในห้องโดยสาร 6 สี ม่านบังแดดด้านข้างผู้โดยสารตอนหลังแบบอัตโนมัติ ฟังก์ชั่นมาตรฐานในส่วนเก็บสัมภาระด้วยพนักพิงเบาะหลังแบ่งพับแบบ 40:20:40 และหลังคากระจกแบบพาโนรามาที่เสริมให้ภายในตัวรถโปร่งสบายยิ่งขึ้น ช่วยให้บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d xLine ใหม่ โดดเด่นยิ่งกว่า พร้อมอีกหนึ่งอุปกรณ์ใหม่อย่าง BMW Display Key ที่ไม่เพียงล็อคและปลดล็อคบีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d xLine ใหม่ ด้วยสัญญาณวิทยุทางไกล แต่ยังแสดงสถานะและข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงควบคุมฟังก์ชั่นการทำงานอื่น ๆ ของรถอีกด้วย

เครื่องยนต์ทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่า ควบคู่การออกแบบเน้นน้ำหนักเบา

BMW X3 xDrive20d xLine ใหม่ โฉบเฉี่ยวด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ทำงานประสานเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Strepsonic เครื่องยนต์อันทรงพลังให้กำลังสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 400 นิวตันเมตร ส่งให้ X3 xDrive20d xLine ใหม่ เร่งเครื่องจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 8 วินาที ก่อนที่จะพุ่งทะยานทำความเร็วสูงสุดที่ 213 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้านอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 17.6 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อย CO2 ที่ 150 กรัมต่อกิโลเมตร

เทคโนโลยี BMW EfficientDynamics ถูกนำมาใช้ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d xLine ใหม่ ซึ่งรวมถึงระบบส่งกำลังที่ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการออกแบบทุกสัดส่วนเน้นน้ำหนักเบา เช่น การนำอลูมิเนียมมาใช้เป็นส่วนประกอบมากขึ้นในเครื่องยนต์และช่วงล่างที่ช่วยลดน้ำหนักของตัวรถได้มากขึ้น

ต่อยอดที่สุดแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่และระบบควบคุมล้ำสมัย

BMW X3 xDrive20d xLine ใหม่ มาพร้อมกับปุ่มควบคุม iDrive สั่งงานด้วยระบบสัมผัสและจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ (BMW gesture control) ช่วยควบคุมระบบนำทางและฟังก์ชั่นสาระบันเทิงต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย
ในขณะเดียวกัน ระบบการสั่งงานด้วยเสียง (Intelligent Voice Control Assistance) ซึ่งผู้ขับขี่ใช้ภาษาในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย แทนคำสั่งที่มีการตั้งค่าไว้

ราคา BMW X3 ใหม่
BMW xDrive20d xLine ราคา 3,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพ็คเกจ BSI Standard)

Aston Martin DB11 V8

Aston Martin DB11 V8 พลัง 500 แรงม้า ครั้งแรกในไทยและอาเซียน 21.9 ล้านบาท
แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท เฮอริเทจ มอเอตร์เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Aston Martin ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในเครือบริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ MGC-ASIA จัดงานเปิดตัว Aston Martin DB11 V8 อย่างเป็นทางการในประเทศไทยและเป็นครั้งแรกในอาเซียน ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบชาร์จ ขนาด 4.0 ลิตร ให้กำลัง 500 แรงม้า แรงบิด 675 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ใน 4 วินาที ราคา 21.9 ล้านบาท (ปีหน้าจะปรับราคาอีกครั้ง)

Aston Martin DB11 V8 คือรถที่มาสานต่อความสำเร็จของรถยนต์ในตระกูล DB11 เป็นรถสปอร์ตหรูในแบบ GT (Grand Tourer) ด้วยเส้นสายการออกแบบที่ลื่นไหล กลมกลืนทั่วทั้งคัน ทั้งยังมีการใช้หลักแอโรไดนามิกมาใช้ในการออกแบบทำให้อากาศรอบตัวรถไหลผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนภายในยังคงเน้นความหรูหรา สะดวกสบาย ผสานกับกลิ่นอายการออกแบบสไตล์อังกฤษ

Aston Martin DB11 V8 นอกจากจะมีดีไซน์อันโดดเด่นสะกดสายตาแล้ว ในด้านสมรรถนะยังโดดเด่นไม่เบา ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม ใน 4 วินาที จากเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบชาร์จ ขนาด 3,982 ซีซี. ให้พละกำลัง 503 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 675 นิวตันเมตร ที่ 2,000-5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ความเร็วสูงสุดถึง 300 กม./ชม. ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 230 กรัม/กม.

โดยทีมวิศวกรของ Aston Martin ได้ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะกับ DB11 ด้วยการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับ ECU ใหม่ ทำให้เครื่องยนต์ V8 ซึ่งมีน้ำหนักและขนาดกะทัดรัดกว่าเครื่องยนต์ V12 ถึง 115 กิโลกรัม

เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ คล่องตัวและควบคุมง่าย พร้อมการปรับระบบช่วงล่างใหม่ให้สอดคล้องกับขุมพลังใหม่นี้

Mercedes-AMG GT C

Mercedes-Benz เผยโฉม 2 ซูเปอร์คารหรู GT C และ GT R กับขุมพลัง V8 bi-turbo
Merces-Benz เปิดตัวรถยนต์กลุ่มตระกูล AMG GT รถสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับพรีเมียมในประเทศไทย 2 รุ่นพร้อมกัน นั่นก็คือ Mercedes-AMG GT C และ Mercedes-AMG GT R ที่ทาง Mercedes-Benz เข้ามาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอของกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูง และแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมของรถยนต์ตระกูล AMG ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปี
Mercedes-AMG GT C

Mercedes-AMG GT C ถือเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Mercedes-AMG จากการผสมผสานนัวตกรรมใหม่ล่าสุดจาก Mercedes-AMG GT R เข้ากับระบบช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL Sports Suspension ที่เป็นจุดเด่นของรถยนต์รุ่นนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์ขับขี่ที่น่าพึงพอใจที่สุด

Mercedes-AMG GT C ดีไซน์ให้มีสปอยเลอร์ด้านหลังที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ อีกทั้งยังมีการปรับล้อหลังให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขณะเข้าโค้งและเสริมในการยึดเกาะ

กระจังหน้าแบบ AMG Panamericana พร้อมวัสดุบังคับลมชุบโครเมียม 15 ซี่ เช่นเดียวกับรถแข่ง Mercedes AMG GT 3 อีกทั้งยังมีการใช้ฝากระโปรงหน้ายาว ช่วยทำให้รถดูกว้าง ทั้งยังมีช่องรับอากาศที่กว้าง ช่วยให้อากาศไหลผ่านเข้าสู่ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่องรับอากาศสามารถเปิด-ปิดได้อัตโนมัติตามความเร็วของรถ

Mercedes-AMG GT C มีหลังคาผ้าใบ 3 ชั้น ที่มีผิวสัมผัสนุ่ม แต่ใช้โครงสร้างเป็นโลหะผสมแมกนีเซียมและอะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา โดยสามารถที่จะกางเปิดหรือเลื่อนปิดได้แบบอัตโนมัติ ภายในระยะเวลาเพียง 11 วินาที โดยที่สามารถใช้งานในแม้รถจะวิ่งอยู่ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ภายในของ Mercedes-AMG GT C จะมาพร้อมกับเบาะหนัง Nappa ที่มีตำแหน่งนั่งที่ต่ำเพื่อช่วยโอบล้อมให้ผู้ขับรู้สึกว่าอยู่ในรถแข่ง พวงมาลัย AMG Performance หุ้มหนัง Nappa และเส้นใย DINAMIC Microfibre โดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยชุดเบาะเสริมแบบ AMG Performance ที่สามารถปกป้องร่างกายของผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้งด้านหน้า-หลังมากขึ้นด้วยพนักพิงหลังที่มีความโค้ง และเสริมด้วยวัสดุเพื่อความนุ่มสบายมากกว่าเบาะนั่งมาตรฐาน อีกทั้งยังติดตั้งระบบให้ความอบอุ่นช่วงคอแบบ AIRSCRAF และระบบทำความเย็นให้กับเบาะสำหรับการขับขี่แบบเปิดประทุนได้ทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยผู้โดยสารสามารถเลือกปรับได้ 3 ระดับ

Mercedes-AMG GT C จะใช้เครื่องยนต์แบบ V8 เทอร์โบคู่ และอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 3,982 ซีซี. ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT DCT 7 Speed Sports Tranmission พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ที่ให้กำลัง 557 แรงม้า ที่ 5,750-6,750 รอบต่อนาที กับแรงบิดสูงสุด 680 นิวตันเมตร ที่ 1,900-5,500 รอบต่อนาที พร้อมสมรรถนะอันเร้าใจ ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.7 วินาที กับความเร็วสูงสุด 316 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมทั้งระบบ AMG DYNAMIC SELECT
Mercedes-AMG GT R

Mercedes-AMG GT R เป็นสมาชิกใหม่ของรถสปอร์ตในตระกูล AMG GT และเป็นรถสปอร์ตรุ่นแรกของ Mercedes-Benz ที่นำเทคโนโลยี และนวัตกรรมอันล้ำสมัยของรถแข่งมาประยุกต์ใช้ซึ่งถือเป็นการยกระดับการขับขี่ที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพและความเร้าใจในทุกท่วงท่า รถยนต์รุ่นนี้เป็นการผสมผสานสมรรถนะของรถ AMG GT 3 กับการใช้งานในชีวิตประจำวันของรถยนต์กลุ่ม AMG GT เพื่อผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบความเร็ว

Mercedes-AMG GT R สะท้อนปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ที่ทั้ง Mercedes-Benz และ AMG ยึดถือ ส่วนหน้าของตัวรถมีลักษณะลาดต่ำ และ กระจังหน้าแบบ AMG Panamericana ที่ยื่นออกไปคล้ายฉลามช่วยลดแรงกดที่ด้านหลังตัวรถ ส่งผลให้การไหลเวียนของอากาศขณะรถเคลื่อนที่ดีขึ้น อีกทั้งยังประกอบด้วยวัสดุบังคับลมชุบโครเมียม 15 ซี่ เช่นเดียวกับรถแข่ง Mercedes-AMG GT 3 ล้อเป็นแบบ AMG Performance ที่มีน้ำหนักเบา ช่วยประหยัดพลังงาน และทำให้ระบบช่วงล่าง และการหมุนพวงมาลัยเป็นไปอย่างแม่นยำ หลังคาผลิตด้วยวัสดุคาร์บอน

ภายในได้รับอิทธิพลมาจากกีฬามอเตอร์สปอร์ต โดยเบาะนั่งถูกปรับให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้ขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ และยังเป็นเบาะนั่งแบบ AMG Sports Bucket หุ้มด้วยหนัง Nappa และเส้นใย DINAMICA Microfibre ช่วยปกป้องลำตัวด้านข้างได้ดีแม้จะขับขี่ในความเร็วสูง โดยที่ผู้เป็นเจ้าของสามารถเลือกติดตั้งเบาะแบบ AMG Performance และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ อาทิ เข็มขัดนิรภัยสีเหลือง ชุดแผงหน้าปัดสีเหลือง หรือชุดแต่งห้องโดยสาร AMG Interior Night ได้

Mercedes-AMG GT R มีระบบกันสะเทือนที่ออกแบบมาเพื่อรุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยจะทำงานร่วมกับระบบ AMG RIDE CONTROL ด้วยการใช้โครงสร้างปีกนกสองชั้นเพื่อรักษาสมดุลของล้อ อีกทั้งยังใช้นวัตกรรม AMG Lightweight Performance ที่เลือกสรรวัสดุน้ำหนักเบาใช้ในการผลิต ทำให้โครงสร้างของรถมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง สามารถกระจายแรงได้เป็นอย่างดี

Mercedes-AMG GT R ใช้เครื่องยนต์แบบ V8 เทอร์โบคู่ และอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 3,982 ซีซี. ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT DCT 7 Speed Sports Tranmission พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ที่ให้กำลัง 585 แรงม้า ที่ 6,250 รอบต่อนาที กับแรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,900-5,500 รอบต่อนาที พร้อมสมรรถนะอันเร้าใจ ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.6 วินาที กับความเร็วสูงสุด 318 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมทั้งระบบ AMG DYNAMIC SELECT
ทั้ง Mercedes-AMG GT C และ Mercedes-AMG GT R เปิดให้จองได้แล้ววันนี้

All New Lexus LS

All New Lexus LS ยานยนต์สุดหรู.. เทคโนโลยีสุดล้ำ
All New Lexus LS 2018 ใหม่ นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 5 พัฒนาขึ้นโดยเน้นการผสมผสานรูปลักษณ์และเสน่ห์แห่งยนตกรรมแถวหน้าที่เปี่ยมด้วยความหรูหรา ผ่านมาตรฐานฝีมือการผลิตและความเอาใจใส่ขั้นสูงแบบญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อด้านความปราณีตและพิถีพิถัน (Takumi Craftsmanship) อันเป็นเอกลักษณ์ เลกซัส LS จึงสะท้อนถึงขนบธรรมเนียมในการต้อนรับและการบริการแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า “Omotenashi” เริ่มต้น LS350 รุ่น Luxury ราคา 11,530,000 บาท

ด้วยเส้นสายภายนอกที่พลิ้วไหวและห้องโดยสารภายในที่โอ่โถงสะดุดตา ความงามแห่งนวัตกรรมที่หลอมรวมทักษะฝีมือช่างญี่ปุ่นอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นด้านความปราณีตและพิถีพิถันพร้อมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันเพื่อที่จะกำหนดนิยามใหม่แห่งยนตกรรมหรูระดับโลก ทำให้ เลกซัส LS ใหม่มีรูปลักษณ์ความเป็นรถคูเป้ที่ดุดัน บนพื้นฐานสถาปัตยกรรมการออกแบบรถหรูใหม่ล่าสุดของเลกซัส (Global Architecture for Luxury Vehicles: GA-L)

แนวคิดการออกแบบ “โฉบเฉี่ยวเร้าใจ” (Sensual Aggressive) ตัวรถได้รับการออกแบบให้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่พลิ้วไหวสวยงามโดดเด่นสะกดทุกสายตาแต่แรกเห็นด้วยเอกลักษณ์ตัวถังรถที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ก่อให้เกิดสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น เกิดอัตลักษณ์สะท้อนสไตล์และบุคลิกที่คู่ควรกับการเป็นสุดยอดยนตรกรรมระดับแนวหน้า

ชุดไฟหน้าและไฟส่องสว่าง Ultra-small 3-eye Bi-Beam ผสมผสานการออกแบบขั้นสูงที่กระจายความสว่างได้อย่างยอดเยี่ยม ไฟ LED 16 ดวงที่อยู่ในไฟเลี้ยวส่องประกายสว่างเรียงทีละดวงจากมุมด้านในจนถึงด้านนอกของตัวรถ

โคมไฟท้ายแบบ Combination โคมไฟท้ายรวมถึงไฟบนฝากระโปรงหลังเป็นไฟ LED ทั้งหมด นอกจากนี้ไฟเลี้ยวยังส่องสว่างคมชัด

ภายในผสานความหรูหราเข้ากับนวัตกรรมความสะดวกสบายเหนือระดับ ด้วยการออกแบบตามแนวคิด “ความสบายเหนือระดับ” ห้องโดยสารจึงออกแบบให้มีพร้อมด้วยเทคโนโลยีด้านความสะดวกสบายสูงสุด สมกับที่เป็นยนตรกรรมหรูระดับแนวหน้าที่มาเพื่อเสริมสร้างสุนทรียตลอดการเดินทางอย่างมีคุณภาพ พร้อมห้องโดยสารที่ปราณีตและไม่เหมือนใครเต็มไปด้วยกลิ่นอายศิลปกรรมที่พิถีพิถันตามแบบฉบับของความเป็นญี่ปุ่น ดึงดูดใจเมื่อได้เห็น

Hands-free power trunk lid แม้ว่าจะถือสัมภาระเต็มมือ เพียงแค่มีกุญแจไฟฟ้า ก็สามารถเปิดปิดฝากระโปรงท้ายได้อย่างอัตโนมัติ โดยแค่ขยับเท้าบริเวณใต้กันชนด้านหลังเท่านั้น

เบาะนั่งตอนหลังควบคุมด้วยไฟฟ้าปรับ 22 ทิศทาง และพนักวางขาไฟฟ้า เบาะนั่งตอนหลังควบคุมด้วยไฟฟ้าใช้มอเตอร์ผสานกับระบบนิวเมติกที่พัฒนาขึ้นใหม่ โดยระบบสามารถสูบลมเข้าออกถุงลมเพื่อปรับองศาเก้าอี้ได้ในทุกมุม เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดเบาะนั่งหลังด้านซ้ายสามารถปรับพื้นที่วางขาสูงสุดได้ถึง 1,020 มม. มาพร้อมกับพนักวางขาไฟฟ้าที่ช่วยรองรับช่วงขาด้านล่างทำให้ผู้นั่งผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่

ระบบนวดผ่อนคลายพร้อมฟังก์ชั่นกดจุดแบบร้อน (เบาะที่นั่งด้านหลังซ้ายและขวา) ระบบถุงลมที่ติดตั้งภายในเบาะที่นั่งและพนักพิงจะพองลมเพื่อนวดหลังและต้นขาของผู้นั่ง นอกจากนั้นยังสามารถทำความร้อนเพื่อเพิ่มความสบายตัวผ่อนคลาย โดยสามารถเลือกโปรแกรมสำหรับการผ่อนคลายทั่วร่าง (Full Body Refresh, Full Body Stretch และ Full Body Simple) หรือผ่อนคลายเฉพาะส่วน (ร่างกายส่วนบน ร่างกายส่วนล่าง ไหล่และสะโพก) รวม 7 โปรแกรม

ระบบความบันเทิงของเบาะนั่งตอนหลัง ประกอบไปด้วยหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอ ปรับตำแหน่งอัตโนมัติให้สอดคล้องกับตำแหน่งของเบาะนั่งเพื่อให้เห็นหน้าจอชัดเจน พร้อมด้วยเครื่องเล่นแผ่น Blu-ray ช่องใส่ SD card และสายต่อ HDMI ที่จะให้คุณเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น ทั้งยังเพลิดเพลินไปกับวิดีโอ ดนตรี และสื่อบันเทิงที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือได้โดยใช้ Miracast หรือ DLNA (Digital Living Network Alliance)

แผงควบคุมอเนกประสงค์ด้านหลังแบบสัมผัส จัดวางอยู่ในที่วางแขนตรงกลางเบาะหลังให้คุณควบคุมเสียงเพลง ระบบปรับอากาศ เก้าอี้และฟังก์ชั่นผ่อนคลาย ม่านกันแดดและไฟได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว

ระบบเสียงรอบทิศทาง Mark Levinson QLI ระบบเสียงสามมิติ 16 ช่องทาง พร้อม ลำโพง 23 และเทคโนโลยีเสียงรอบทิศทาง QLI (Quantum Logic Immersion) เติมเต็มห้องโดยสารด้วยเสียงคุณภาพคมชัด โอบล้อมผู้ฟังด้วยเสียงสมจริงเป็นธรรมชาติพร้อมตำแหน่งของเสียงที่แม่นยำ มีมิติชัดเจน

ปุ่มควบคุมการสั่งการแบบสัมผัส ออกแบบเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ง่ายดายแบบสมาร์ทโฟนเพียงนิ้วสัมผัส โดยผู้ใช้สามารถลากนิ้วเข้าออกทำให้ขยายหรือย่อหน้าจอได้อย่างต่อเนื่องและเลื่อนอย่างง่ายดายเพื่อเลือกฟังก์ชั่นที่ต้องการ
ม่านบังแดดไฟฟ้า ม่านบังแดดไฟฟ้าบริเวณบานหน้าต่างหลังจะปิดกระจกทั้งสองด้านเต็มทั้งบาน อีกทั้งบริเวณหน้าต่างบานเล็กด้านหลังซึ่งมีม่านบังแดดไฟฟ้าจะเปิดปิดสอดคล้องกับม่านบังแดดหน้าต่างหลังเพื่อสร้างความเย็นสบายและเพิ่มความเป็นส่วนตัวสำหรับเบาะโดยสารด้านหลัง

เบาะนั่งตอนหน้าไฟฟ้าปรับ 28 ทิศทาง ระบบนิวเมติกที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระทุกส่วนของร่างกายอย่างพอดี เบาะรองไหล่ช่วยเสริมการขับขี่ สร้างความรู้สึกให้เป็นหนึ่งเดียวกับรถ นอกจากนั้นเบาะยังช่วยรองรับสะโพกช่วงหลังเป็นพิเศษ เพื่อรักษาสรีระระหว่างเบรกและเข้าโค้ง รวมถึงเบาะรองรับด้านข้างช่วยกระชับให้ร่างกายทรงตัวนิ่งในช่วงเข้าโค้ง
ระบบปรับอุณหภูมิอัจฉริยะ สร้างความสบายเหนือระดับให้กับผู้นั่ง ระบบปรับอุณหภูมิอัจฉริยะสามารถตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้นั่งแต่ละคน ด้วยเซนเซอร์วัดแสงอินฟราเรด ปรับความสบายให้เหมาะสมกับผู้นั่งโดยทันที ทั้งนี้ยังตรวจจับแสงอาทิตย์ในช่วงเช้าและช่วงพลบค่ำเพื่อควบคุมอุณหภูมิในรถให้ความสบายอย่างต่อเนื่อง

ระบบถุงลมช่วงล่างควบคุมไฟฟ้า (พร้อม access mode) นอกจากฟังก์ชั่นปรับความสูงของรถที่ปรับเป็นแบบ Normal และ High ได้แล้ว โหมด access จะช่วยยกตัวรถขึ้นอัตโนมัติเมื่อผู้โดยสารต้องการขึ้นหรือลง ทำให้การเข้าออกเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น
ระบบเบาะยกตัวเลื่อนรองรับอัตโนมัติ (Power easy access system) ทำให้การเข้าออกจากรถเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้นระบบยกเบาะอัตโนมัติจะยกตัวเบาะนั่งขึ้นเมื่อผู้ขับขี่ออกจากรถ และจะคืนตำแหน่งเดิมเมื่อผู้ขับขี่ขึ้นรถ เบาะเสริมด้านข้างจะเปิดเบาะด้านนอกออกเพื่อลดการกดทับที่บริเวณต้นขาในขณะที่ขึ้นและลงรถ

เครื่องยนต์หลักได้รับการออกแบบใหม่พิเศษเฉพาะเลกซัส มาพร้อมเทคโนโลยีเผาไหม้ความเร็วสูง และเทอร์โบชาร์จเจอร์ประสิทธิภาพสูงสร้างขุมพลังชั้นยอดและใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า เครื่องยนต์สร้างแรงบิดสูงสุดโดยเริ่มจากรอบต่อนาทีต่ำสุด ได้อัตราเร่งที่ทรงพลังเมื่อเหยียบคันเร่ง จับคู่ร่วมกับเกียร์ Direct Shift-10AT ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นจังหวะและตอบสนองความสุขในการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม

LS 350 – เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.5 ลิตร (8GR-FKS) เครื่องยนต์ Dual VVT-i (ด้านไอดี VVT-iW) มาพร้อมสมรรถนะที่ทรงพลัง สร้างแรงบิดสูงในอัตราการเร่งความเร็ว กระเดื่องวาล์วน้ำหนักเบาและโซ่ราวลิ้นแรงเสียดทานต่ำเพิ่มสมรรถนะการเร่งเครื่องยนต์ ระบบ Stop & Start ช่วยเสริมให้ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงแบบ D-4s ใช้เชื้อเพลิงได้มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น
LS 500h – เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.5 ลิตร (8GR-FXS) เครื่องยนต์ V6 ของระบบไฮบริดผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูงที่รวมเครื่องยนต์ Dual VVT-i (ด้านไอดี VVT-iW) และระบบหัวฉีดเชื้อเพลิง D-4S เข้าไว้ด้วยกัน น้ำหนักเบาช่วยให้การขับขี่ทรงพลังและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การลดการสูญเสียความฝืดในเครื่องยนต์ช่วยเร่งความเร็วสูงสุด จาก 6000 เป็น 6600 รอบต่อนาที
ระบบ Multi Stage Hybrid System การควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ 10 ระดับ ของระบบ Multi Stage Hybrid System ทำให้รู้สึกว่ารถเร่งเร็วขึ้นทันทีที่เร่งรอบเครื่องยนต์ ทั้งยังทำให้เปลี่ยนจังหวะเกียร์ได้ยอดเยี่ยม อุปกรณ์เปลี่ยนเกียร์ Multi Stage Shift Device สลับใช้อัตราเร่งระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ช่วยเพิ่มแรงบิดของเครื่องยนต์และเพิ่มแรงขับขี่อีก 24% โดยใช้ประโยชน์ความเร็วของเครื่องยนต์ที่หลากหลายจากความเร็วต่ำไปจนถึงความเร็วสูง ควบคุมความแรงของเครื่องยนต์ถึงขีดสุดตั้งแต่ 50 กม./ชม. ทั้งยังขับขี่ได้รวดเร็วแม้จะใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำเพื่อการขับขี่ที่เงียบสงบ

ตัวถังรถทำจากวัสดุหลากหลาย เพื่อให้ตัวถังรถแข็งแรงทนทาน น้ำหนักเบา และปลอดภัยเป็นเลิศ จึงใช้ประโยชน์จากโครงรถเหล็กกล้าทนแรงดึงสูงเพื่อสร้างองค์ประกอบตัวถังรถที่สำคัญ เช่น แผงบันได โครงเสาตัวกลางและหลังคา เพื่อลดจุดศูนย์ถ่วงรถและโมเมนต์ความเฉื่อยจึงใช้อลูมิเนียมทำเป็นโครงรถติดตั้งไว้ห่างจากจุดศูนย์ถ่วงรถ ฝากระโปรงรถ ฝากระโปรงท้าย บังโคลน ประตู แท่นรองรับทำให้ตัวถังรถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ

รูปแบบการวางเครื่องยนต์ด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง เลกซัส LS ใช้ประโยชน์จากแพลทฟอร์ม FR ที่เลกซัสปรับปรุงใช้กับเลกซัส LC เพื่อกระจายน้ำหนักจากด้านหน้ามายังด้านหลังได้เต็มที่ ทำให้เกิดมิติการขับขี่ที่นิ่งและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยการวางตำแหน่งผู้ขับให้มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ และจัดวางให้สะโพกของผู้ขับขี่อยู่ใกล้ศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงของรถช่วยลดระยะห่างระหว่างผู้ขับขี่กับแกนแรงเหวี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถมั่นใจตลอดการขับขี่
ระบบกันสะเทือน ระบบกันสะเทือนหน้าใช้น้ำมันที่มีความเสียดสีต่ำช่วยดูดซับแรงกระแทกเพื่อช่วยสร้างความสบายในการขับขี่ การใช้ลูกหมากแบบเพลายื่นในระบบกันสะเทือนด้านหลังทำให้การขับขี่มั่นคงและความสบายตัว

VDIM (การควบคุมการบังคับพวงมาลัยแบบผสมผสาน) VDIM เป็นระบบประมวณผลโดยรวมของการควบคุมเครื่องยนต์ เบรก การบังคับทิศทางและฟังก์ชั่นอื่น ๆ อาทิ EPS และ TRC ให้ทำงานพร้อมกันอย่างลงตัว เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และเสริมสร้างความพึงพอใจในการขับขี่
โหมดเลือกการขับขี่ ช่วยให้คุณควบคุมระบบต่าง ๆ ง่ายแค่ปลายนิ้ว คุณสามารถปรับแต่งสมรรถนะให้เหมาะกับสไตล์การขับขี่ของตัวเอง โดยเลือกได้ห้าโหมด ได้แก่ โหมด Normal, Eco, Comfort, Sport S, และ Sport S+ นอกจากนี้โหมดปรับแต่งอิสระ (Customize) ยังทำให้ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าระบบส่งกำลังรถยนต์ โครงสร้างตัวถังรถ และระบบปรับอากาศได้ตามที่ต้องการ

ระบบความปลอดภัยของเลกซัส Lexus Safety System+ ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ล้ำหน้า ได้แก่
Pre-Collision System เมื่อสัญญาณเรดาร์และกล้องหน้าตรวจจับได้ว่ารถมีแนวโน้มที่จะเกิดการชน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนคนขับและสั่งการตัวช่วยเบรกก่อนชนเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรก ถ้าผู้ขับขี่ไม่สามารถเหยียบเบรกได้ ก็จะสั่งการใช้งานเบรกก่อนชนโดยอัตโนมัติ
Dynamic Radar Cruise Control นอกจากรักษาระดับความเร็วให้เสถียรแล้ว ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติจะใช้เรดาร์และเซนเซอร์กล้องเพื่อตรวจจับรถที่วิ่งอยู่ข้างหน้าและรักษาระยะห่างระหว่างรถให้พอดีด้วยความเร็วคงที่
Lane Keeping Assist (LKA) ระบบช่วยรักษาช่องทางวิ่งจะแจ้งเตือนผู้ขับขี่โดยสั่นที่พวงมาลัย และขึ้นที่หน้าจอแสดงผลถ้าระบบประเมินว่าตัวรถยนต์กำลังจะข้ามเส้นแบ่งช่องจราจรโดยที่ไม่เปิดไฟเลี้ยว และช่วยประคองไม่ให้รถออกนอกเส้นแบ่งช่องจราจร

Two-Stage Adaptive High Beam System (AHS) เมื่อระบบตรวจพบว่ามีรถยนต์เข้ามาในรัศมีที่เปิดไฟสูง ระบบจะเปิดปิดไฟ LED ไฟสูง 8 ดวง และไฟต่ำ 16 ดวง ในแต่ละข้าง เพื่อกันไม่ให้ไฟสูงจากหน้ารถสาดไปยังรถที่วิ่งสวนมา วิธีนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจนโดยส่องไฟไปยังป้ายจราจรและวัตถุอื่น ๆ ที่อยู่ข้างหน้ารถ โดยไม่ทำให้รถคันอื่นแสบตา

Panoramic View Monitor หน้าจอแสดงผลให้ผู้ขับขี่เห็นรถคันอื่นได้ชัดเจน โดยแสดงผ่านหน้าจอ EMV (Electro Multi-Vision) ขนาด 12.3 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบรถที่เห็นไม่ชัดในขณะนั้น

Automatic Rear Seat Reclining เมื่อไม่มีผู้โดยสารนั่งเบาะหลัง ระบบจะปรับเอนเบาะสอดคล้องกับการเข้าเกียร์ ทั้งยังปรับเบาะให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้ขับขี่มองกระจกหลังได้ทัศนวิสัยกว้างขึ้น
All New Lexus LS ใหม่ มาพร้อม
Sonic Quartz
Sonic Silver
Sonic Titanium
Manganese Luster สีใหม่
Black
Graphite Black Glass Flake
Red Mica Crystal Shine
Sonic Agate สีใหม่
Sleek Ecru Metallic
Amber Crystal Shine
Deep Blue Mica
LS500h รุ่น Executive Pleat
Black with Kiriko (Cut Glass)
Crimson & Black with Kiriko (Cut Glass)
LS500h รุ่น Executive
Black with Art wood (Organic)
Crimson & Black with Art wood (Herringbone)
LS350 รุ่น Luxury
Black with Shimamoku
Topaz Brown with Walnut (Open Pore)
วัสดุแผงข้างประตู
Kiriko (Cut Glass)
Art wood (Organic)
Art wood (Herringbone)
Shimamoku
Walnut (Open Pore)
เป็นเจ้าของความหรูหรา สมบูรณ์แบบของ Lexus LS ใหม่ ได้ 4 รุ่น ได้แก่
LS500h Executive Pleat ราคา 15,830,000 บาท
LS500 Executive ราคา 14,500,000 บาท
LS500 Executive ราคา 13,080,000 บาท
LS350 Luxury ราคา 11,530,000 บาท
พิเศษสุด!! เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เหนือกว่า สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการ รับสิทธิ์เป็นสมาชิก Lexus Club รวมทั้งสิทธิพิเศษจาก Lexus Privilege ผ่าน Mobile Application “Lexus Elite Club” พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ และสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าคนสำคัญตลอดทั้งปี

KIA Stinger

KIA Stinger สุดยอดซีดานหรู พลังแรง สปอร์ตทุกมุมมอง
บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด สร้างสีสันครั้งใหม่ให้กับวงการยานยนต์ไทยด้วยการเปิดตัว KIA Stinger (เกีย สติงเงอร์) ยนตกรรมใหม่ล่าสุดในเซกเมนต์สปอร์ต เน้นการขับสนุกสนาน เร้าใจ ตามสโลแกน “Power To Surprise”

เกีย สติงเงอร์ (KIA STINGER) โดดเด่นด้านดีไซน์ไม่เหมือนใคร พร้อมทั้งประสิทธิภาพการขับขี่ที่จะทำให้คุณตื่นเต้นเร้าใจสมกับสโลแกนของเกีย คือ Power to Surprise โดย STINGER เป็นรถที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในประวัติศาสตร์การผลิตของเกียจากแนวคิดของ GTCar และจากการปรับแต่งในสนามแข่งแห่งตำนาน Nurburgring ทุกรายละเอียดของรถได้รับการออกแบบโดย Peter Schreyer ผู้อยู่เบื้องหลังการดีไซน์ที่ทันสมัยของยนตรกรรมจากเกีย และถูกทดสอบในสนามแข่งโดย อัลเบิร์ต เบียร์มานน์ หัวหน้าฝ่ายทดสอบและการพัฒนาสมรรถนะสูงของเกีย ด้านเครื่องยนต์เบนซิน Theta II 2.0 ลิตร GDi เทอร์โบชาร์จ ทำกำลังสูงสุดถึง 255 แรงม้า(ps) ที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 36 กิโลกรัม – เมตร ที่ 1,400 – 4,000 รอบ/นาที เปิดด้วยราคา 2,990,000 บาท

นวัตกรรมหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะ Head-Up Display จาก KIA Stinger ที่จะช่วยบอกข้อมูลสำคัญในทุกการเดินทางทั้งความเร็วในการขับขี่, ระบบควมคุมรถ, เสียง และจุดเตือน Blind Spot Detection

ติดต่อทดลองขับและเป็นเจ้าของรถเกียได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมทั่วประเทศ โทร. 02-915-1991 กด 5

KIA Soul EV

KIA Soul EV รถอเนกประสงค์ไฟฟ้าล้วนปลั๊คอินของจริงถึงไทยแล้วเคาะที่ 2.297 ล้านบาท
KIA Soul EV รถยนต์อเนกประสงค์ครั้งแรกในไทยที่ใช้ระบบไฟฟ้าล้วนและเปิดขายจริงแล้วราคาเพียง 2,297,000 บาท เกีย โซล EV (KIA SOUL EV) รถยนต์ไฟฟ้า 100% เพื่อสนองความต้องการของคนยุคใหม่ Kia Soul EV ยานยนต์ล้ำสมัยพร้อมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่ ลิเทียม-ไอออน โพลิเมอร์ (LIPB) ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า 375 โวลท์ ให้กำลังแรงม้าได้ถึง 81.4 กิโลวัตต์ ที่ 2,730 – 8,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 285 นิวตันเมตร ที่ 2,730 รอบต่อนาที สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สะดวกสบายด้วยชุดชาร์จไฟกระแสสลับที่สามารถชาร์จไฟได้ทุกที่ ทุกเวลา และทำระยะทางได้ไกลถึง 250 กิโลเมตรต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง

ด้านดีไซน์ภายนอกยังคงความเป็น Soul โดยใช้สีทูโทน (ขาว/ฟ้า) ในการตกแต่ง ไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟหรี่แบบ LED และมีการติดตั้งไฟตัดหมอกหน้ามาให้ด้วย ในด้านหลังไฟท้ายและไฟเบรกดวงที่ 3 ก็ใช้แบบ LED กระจกมองข้างมีสัญญาณไฟเลี้ยว LED ติดตั้งมาด้วย

ส่วนภายในของ Soul EV นั้นดีไซน์เรียบง่าย แต่ให้ความสะดวกสบาย พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น หุ้มด้วยหนังกระชับมือ ปรับระดับสูง-ต่ำ ได้ มีการปรับน้ำหนักพวงมาลัยตามสภาวะการขับขี่ทั้งยังสามารถปรับอุ่นได้ด้วย เครื่องเสียงที่ให้มารองรับ MP3, AUX, USB สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth เบาะนั่งเป็นแบบหนังใช้สีขาวเทาเดินขอบด้วยสีฟ้าตามสีทูโทนของตัวรถ เบาะนั่งคู่หน้ามีระบบปรับอุ่นให้ด้วย

ทางด้านระบบความปลอดภัยก็มีมาให้ไม่น้อยเช่นกัน ถุงลมนิรภัยมีทั้งด้านหน้า ด้านข้าง รวมถึงม่านนิรภัย ระบบความปลอดภัยก็มีทั้ง ABS, BAS, EPS ด้านระบบช่วยขับขี่ก็มีทั้ง ESC, HAC และ VSM และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกว่า Soul EV เป็นรถอีกหนึ่งคันที่มอบความสะดวกสบาย และความปลอดภัยให้กับผู้เป็นเจ้าของ

ติดต่อทดลองขับและเป็นเจ้าของรถเกียได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมทั่วประเทศ โทร 02-915-1991 กด 5

The All-New Subaru XV 2018

The All-New Subaru XV 2018 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมกิจกรรมทดสอบ Subaru Mega Test Drive
Subaru XV 2018 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ด้วย 2 รุ่นย่อยที่เปิดจองก่อนเปิดตัวจริงในมอเตอร์เอ็กซ์โป 2017 ด้วยราคาเริ่มต้นรุ่น 2.0i อยู่ที่ 1,159,000 บาท และรุ่น 2.0i-P ราคา 1,259,000 บาท พร้อมกิจกรรมทดสอบ Subaru Mega Test Drive
ภายนอก

The All-New Subaru XV 2018 มีขนาดตัวถังยาว 4,465 มิลลิเมตร กว้าง 1,800 มิลลิเมตร และสูง 1,615 มิลลิเมตร (รวมราวหลังคา) ระยะฐานล้อ 2,665 มิลิเมตร ระยะความสูงใต้ท้อง 220 มิลิเมตร มีพื้นที่สัมภาระ 1,240 ลิตร และน้ำหนักรถเปล่า 1,400 กิโลกรัม ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้ Subaru Global Platform ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล เกาะถนน ให้ได้สนุกกับทุกการขับขี่เพิ่มความแข็งแกร่งให้สูงขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ ซึ่งจะช่วยลดการสั่นสะเทือนและเพิ่มสมรรถนะการยึดเกาะถนน จึงมอบความรู้สึกในการขับขี่ที่เงียบและนุ่มนวล นอกจากนี้ ยังมีอัตราส่วนการเปลี่ยนเกียร์ที่ฉับไวขึ้นและจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การออกแบบ DYNAMIC x SOLID แบบใหม่ของซูบารุเข้าไว้ด้วย ส่งผลให้การออกแบบสุนทรียศาสตร์ของซูบารุมีความสวยงามยิ่งขึ้น พร้อมกับการตกแต่งภายในและภายนอกอย่างมีสไตล์ กระจังด้านหน้าถูกออกแบบให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยตะแกรงหกเหลี่ยม ไฟหน้ารูปตัว C ตลอดจนการออกแบบกันชนด้านหน้าและล้ออลูมิเนียมใหม่หมด ทั้งยังนำหลักอากาศพลศาสตร์ที่เหนือกว่ามาใช้ ระบบไฟหน้าแบบตอบสนองกับพวงมาลัยในดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี (เฉพาะรุ่น 2.0i-P) สามารถควบคุมให้ลำแสงไฟหน้าเคลื่อนไปตามทิศทางของรถที่หักเลี้ยว ยังช่วยเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในที่มืดและความปลอดภัยอีกด้วย

ภายใน

ระบบเชื่อมต่อการสื่อสารภายในรถยนต์ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8.0 นิ้ว ที่ติดตั้งระบบตัวช่วยในการนำทางช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อได้อย่างปลอดภัยทุกการขับขี่ การออกแบบที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ช่วยให้การตกแต่งภายในดูสปอร์ตยิ่งกว่าอย่างกลมกลืน นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับปรุงฟังก์ชั่นต่างๆ อาทิ การมองเห็นในทุกมุมภายในห้องโดยสารรวมถึงด้านท้ายของตัวรถ

เครื่องยนต์

New Subaru XV (ซูบารุ เอ็กซ์วี ใหม่) เครื่องยนต์ 4 สูบนอน (Boxer) DOHC 16 วาล์ว 1,995 ซีซี จ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดตรงเข้าห้องเผาไหม้ Direct injection กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 แรงบิดสูงสุด 196 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ระบบเกียร์ CVT แบบ Lineartronic ยังเบากว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 7.8 กิโลกรัมพร้อมทั้งมีระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ (auto-step shift control) และโหมดควบคุมความเร็วด้วยตนเอง 7 สปีด (7-speed manual mode) และซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ดีมากขึ้น ขับเคลื่อน 4 ล้อ Symmetrical AWD พร้อมกับระบบ X-MODE ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่บนภูมิประเทศที่ท้าทายด้วยการควบคุมเครื่องยนต์, ระบบขับเคลื่อนล้อ, เบรกและหน้าที่อื่นๆ รวมถึงระบบการตั้งค่า Hill Descent Control ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกอุ่นใจยิ่งขึ้นด้วยการความคุมความเร็ว ให้ลดต่ำลงในพื้นที่บนเนินเขาที่ลาดชัน
ช่วงล่างด้านหน้า แมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังปีกนกคู่ดับเบิ้ลวิชโบน พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า ดิสก์เบรก 4 ล้อ และแม็กขนาด 17 นิ้ว และยาง 225/60R17 ที่กว้าง 7 นิ้ว
สมรรถนะจัดจ้านด้วยอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 10.4 วินาที และความเร็วสูงสุด 194 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองในเมือง 10.8 กิโลเมตรต่อลิตร นอกเมือง 17.5 กิโลเมตรต่อลิตร และเฉลี่ยรวม 14.2 กิโลเมตรต่อลิตร ความจุน้ำมันเชื้อเพลิง 63 ลิตร
ความปลอดภัย

ความปลอดภัย เพราะล่าสุด ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี ได้รับรางวัล Grand Prix Award จากการประเมินความปลอดภัยด้านการชนของญี่ปุ่นในโครงการประเมินรถยนต์ใหม่ (JNCAP) ด้วยคะแนนสูงสุดด้านความปลอดภัยชิงรับ (Passive Safety) ของผู้โดยสารนั้น ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี ก็มีประสิทธิภาพดีขึ้น อันเป็นผลมาจาก Subaru Global Platform ความแข็งแรงของตัวถังที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้เหล็กที่ทนแรงดึงสูงขึ้น ทำให้สามารถดูดซับแรงกระแทกจากการชนได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน ถุงลมนิรภัย SRS ทั้งหมด 7 ตำแหน่ง ติดตั้งที่ด้านหน้า ด้านข้างเบาะ กระจกประตูทั้ง 4 บานและบริเวณหัวเข่านับเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น

The All-New Subaru XV มีให้เลือก 2 รุ่น ประกอบด้วย
Subaru XV 2.0i ราคา 1,159,000 บาท
Subaru XV 2.0i-P ราคา 1,259,000 บาท
Subaru Mega Test Drive กิจกรรมที่จัดขึ้นพร้อมวันเปิดตัว “The All-New Subaru XV 2018” เพื่อให้ผู้สนใจได้ร่วมสัมผัสกับความสะดวกสบาย การควบคุมและความมั่นใจจากโครงสร้าง “Subaru Global Platform” โดยสนามการทดลองขับจะมี 2 ประเภทซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน และการขับขี่ในภูมิประเทศแบบออฟโรด

New Ford Ranger Raptor

New Ford Ranger RAPTOR สุดยอดกระบะออฟโรด ตอกย้ำนิยาม “เกิดมาแกร่ง”
New Ford Ranger RAPTOR (ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์) รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่จาก Ford เผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลก ผ่านขั้นตอนการออกแบบ ผลิต และทดสอบจากทีม Ford Performance เข้ากับความแข็งแกร่งด้านยนตรกรรมของ Ford Ranger เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถกระบะ ในฐานะรถกระบะสมรรถนะสูงของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เพื่อนักขับแบบ Off Road ตัวจริง ตอกย้ำนิยาม “เกิดมาแกร่ง” อย่างแท้จริงเปิดราคาที่ 1,690,000 บาท

การออกแบบที่เน้นความโดดเด่นทั้งภายนอกและภายใน
New Ford Ranger RAPTOR (ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์) ได้รับการพัฒนาต่อยอดโดยนำเอา Ford F-150 RAPTOR มาเป็นต้นแบบ โดดเด่นทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก

กระจังหน้าดีไซน์ใหม่โดยรับแรงบันดาลใจมาจาก F-150 RAPTOR ชุดกันชนหน้าติดกับเฟรมรถได้รับการออกแบบให้ดูน่าเกรงขามและพร้อมสำหรับการขับขี่ในทุกอุปสรรค แผงกันชนหน้ามาพร้อมกับไฟตัดหมอกแบบ LED พร้อมช่องรีดอากาศที่ช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้

แก้มข้างรถผลิตขึ้นจากวัสดุคอมโพสิท ทนทานต่อการบุบและรอยขีดข่วน ทั้งยังถูกตีโป่งขยายออกเพื่อรองรับระยะยุบตัวของโช้คอัพที่เพิ่มมากขึ้น และยางออฟโรดขนาดใหญ่ มิติตัวถังของ Ranger RAPTOR นั้นขยายขึ้นกว่า Ranger ในทุกมิติ รวมถึง ระยะช่วงล้อหน้า-หลัง และความสูงใต้ท้องรถด้วย ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมมุมไต่ที่ 32.5 องศา มุมคร่อมที่ 24 องศา และมุมจากที่ 24 องศา ซึ่งเหนือชั้นกว่ารถรุ่นใดที่เคยมีมา

บริเวณกันชนท้ายได้ผ่านการปรับปรุงโดยเพิ่มชุดตะขอเกี่ยวจำนวน 2 ชุด ที่รองรับการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน นอกจากนี้ ส่วนท้ายรถยังได้รับการพัฒนาด้วยกรอบตัวเซ็นเซอร์ที่เรียบเสมอกับตัวถัง และตัวเชื่อมขอลากที่ได้รับการติดตั้งและออกแบบพิเศษ ส่วนท้ายกระบะมอบพื้นที่ใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยขนาด 1,560 x 1,743 มม. ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยในช่วงวันหยุด

New Ford Ranger RAPTOR (ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์) ยังได้ถูกออกแบบภายในด้วยความประณีตตาม DNA ของ Ford Performance ที่ผสานสีสันต่าง ๆ และการเลือกสรรวัสดุที่คงทนและเหมาะสมสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดและการใช้งานในชีวิตประจำวัน เบาะที่นั่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถขณะวิ่งด้วยความเร็วสูงได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังมอบความสะดวกสบายระหว่างการเดินทางอย่างเหนือชั้น การเลือกใช้หนังกลับเป็นวัสดุของเบาะนั้น ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารยึดเกาะที่นั่งได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาการเลือกใช้วัสดุต่าง ๆ โดยคำนึงถึงการใช้งานจริง

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น มาพร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบาทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไว เพิ่มความแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการ และยังมีการใส่แถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker ที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัย ช่วยให้ผู้ขับทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง

แชสซีส์ ระบบเบรก และช่วงล่าง
New Ford Ranger RAPTOR (ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์) ใช้แชสซีส์ที่ออกแบบใหม่เป็นพิเศษ ผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่างๆ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซี (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง และทนต่อแรงกระแทกที่อาจเกิดจากการขับขี่โดยเฉพาะระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อคทำให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง จึงช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น

Ranger RAPTOR ติดตั้งระบบเบรกอันทรงพลังด้วยการใช้ชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะรุ่น คาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5 มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x 32 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x 24 มิลลิเมตรคู่กับคาลิปเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร

ระบบช่วงล่างสายพันธุ์รถแข่งของ Ranger RAPTOR เน้นรองรับกับการขับขี่ที่ความเร็วสูงบนสภาพพื้นผิวขรุขระ โดยที่ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างสมบูรณ์แบบและได้รับความสบายอย่างเต็มที่ ด้วยโช้กแบบ Position Sensitive Damping (PSD) ที่จะเพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทกเต็มช่วงยุบกระบอกสูบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น และจะลดแรงต้านเมื่อขับขี่บนถนนทางเรียบ เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวล จึงเห็นได้ว่าระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ทั้งสองรูปแบบ โช้กอัพผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Fox Racing Shox ใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง ช่วงล่างถูกออกแบบมาให้มีระยะการให้ตัวของล้อสูงเพื่อความสามารถในการซับแรงกระแทกขณะขับออฟโรด แต่ด้วยระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass technology) จึงทำให้การขับขี่บนถนนทางเรียบเป็นไปอย่างราบรื่น

นอกจากนั้น เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมีปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ เพื่อให้ระบบช่วงล่างทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แข็งแรงทนทานต่อการขับขี่แบบออฟโรดถึงขีดสุด

พร้อมลุยทุกสภาพพื้นผิว
New Ford Ranger RAPTOR (ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์) มาพร้อมกับระบบ Terrain Management System (TMS) สำหรับโหมดการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดจากปุ่มบนพวงมาลัย ซึ่งแต่ละโหมดได้รับการทดสอบและปรับแต่งอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เทคโนโลยีทั้งหมดทำงานประสานกันอย่างดีที่สุด ผู้ขับขี่จึงสามารถควบคุมรถได้ดั่งใจในแต่ละสภาพโหมดการขับขี่ อันประกอบด้วย
– โหมดการขับขี่ทางเรียบ
โหมดปกติ – เน้นความสบาย นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน
โหมดสปอร์ต – ตอบโจทย์ผู้ที่มีใจรักการขับขี่ทางเรียบ เน้นการเปลี่ยนเกียร์เร็วและฉับไวในขณะที่รอบเครื่องสูง พร้อมทั้งค้างรอบเครื่องสูงไว้เพื่อให้การตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้นอย่างที่ผู้ขับขี่ต้องการ
– โหมดการขับขี่ออฟโรด
โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ – ออกแบบมาให้ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่นและเป็นหลุมบ่อ โดยระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวลขึ้นพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่สอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดอัตราการลื่นไถลของล้อรถ
โหมดโคลน/ทราย – ระบบจะปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึกและสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างพื้นทรายและโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง
โหมดหิน – ใช้เมื่อขับขี่บนพื้นผิวในเขตภูเขาที่ลาดชัน ต้องใช้ความเร็วต่ำ และเน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้าๆ
โหมดบาฮา – ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูงเสมือนนักแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ระบบจะค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้นและเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลใหม่
New Ford Ranger RAPTOR (ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์) ให้กำลังและแรงบิดที่เหนือกว่า ประหยัดน้ำมันมากขึ้น น้ำหนักน้อยลง รวมถึงการปรับประสานเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ เพลา พวงมาลัย เบรก และระบบควบคุมพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Steering Program) สำหรับการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะผ่านเครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลัง 213 แรงม้า แรงบิดมากถึง 500 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ใช้ใน RAPTOR F-150 และ Mustang แต่ปรับจูนใหม่ให้มีอัตราทดแคบลง ให้การตอบสนองดีขึ้น ทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

เทคโนโลยีที่สะดวกสบายเพื่อการใช้งานจริง
New Ford Ranger RAPTOR (ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์) มีเทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อ ซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ผนวกเข้าในรถคันนี้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานอุปกรณ์โปรดได้แม้มือยังจับพวงมาลัยและตาจับจ้องอยู่ที่ถนน นอกจากนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาพร้อมระบบความปลอดภัยระดับสูงทั้งแบบแอคทีฟและพาสซีฟ รวมถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยทำงานร่วมกับฟังก์ชั่นลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ และยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program), ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Control), ระบบช่วยออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control) และระบบควบคุมการบรรทุก (Load Adaptive Control)

New Ford Ranger RAPTOR (ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์) จะผลิตขึ้นที่โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (FTM) โดยใช้กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยระดับโลกของฟอร์ด และจะถูกส่งออกไปยังประเทศต่างๆ โดยจะมีสีภายนอกให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ สีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) สีแดงเรซ เร้ด (Race Red) สีดำแชโดว์ แบล็ค (Shadow Black) สีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White) และสีพิเศษเฉพาะของเรนเจอร์ แร็พเตอร์อย่าง สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (Conquer Grey) ที่โดดเด่น โดยตัดกับสีเทาไดโน่ เกรย์ (Dyno Grey) เพื่อขับให้รูปลักษณ์ของรถดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

สำหรับแฟนๆ ผู้สนใจเตรียมไปกับตัวจริงของ New Ford Ranger RAPTOR เผยราคาแล้วในงาน Bangkok International Motor SHow 2018 ราคา 1,690,000 บาท
ดูราคา-สเปค และโปรโมชั่น Ford Ranger RAPTOR
ดูราคา-สเปค และโปรโมชั่น Ford Ranger ทุกรุ่น
ดูราคา-สเปค และโปรโมชั่น Ford ทุกรุ่น
รถยนต์เปิดตัวใหม่ล่าสุด

Tata Ultra 1014 รถบรรทุก 6 ล้อ คล่องตัวทุกงานบรรทุก ราคาพิเศษช่วงแนะนำ 894,000 บาท

Toyota Corolla Altis 2018 เสริมทัพด้วยรุ่น 1.8S และ 1.8V พร้อม T-Connect Telematics

KIA Grand Carnival Minor change 2018 ออปชั่นจัดเต็ม เพิ่มความปลอดภัย

New Jaguar E-PACE S 150PS คอมแพกต์ SUV 5 ที่นั่งสุดหรู ค่าตัว 3.6 ล้านบาท

New Mitsubishi Pajero Sport ตอกย้ำความเป็นผู้นำ พร้อมรูปลักษณ์ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น

Rolls-Royce New Phantom Extended Wheelbase เปิดตัวครั้งแรกในไทย หรูหราสมราคา 59.5 ล้านบาท

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตอัจฉริยะรุ่นล่าสุดในตระกูล CLS

Maserati New Ghibli รุกตลาดไฮลัคชัวรี่สปอร์ตซีดาน เปิดตัวอย่างเป็นทางการในมอเตอร์โชว์ 2018

Mitsubishi Mirage Limited Edition ยกระดับดีไซน์ให้เร้าใจ โดดเด่นด้วยสีใหม่ 2 สไตล์

The new Audi A8 L ขีดสุดของรถ Premium Luxury เริ่ม 6.799 ล้านบาท

Mercedes-Benz C 43 4MATIC Coupe รุ่นประกอบไทย ราคาเพียง 4.14 ล้านบาท

All New Suzuki SWIFT

All New Suzuki SWIFT สปอร์ตปราวเปรียว ขุมพลังใหม่ DUALJET พร้อมลุยอีโคคาร์เฟส 2 เริ่ม 499,000 บาท
Swift เป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นสำคัญของ Suzuki หลังจากที่ประสบความสำเร็จในตลาดรถยนต์อีโคคาร์ในไทยมาแล้ว ในปีนี้ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้เผยโฉม All New Suzuki SWIFT (ออล นิว ซูซูกิ สวิฟท์) สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT ด้วยสปอร์ตคอมแพกต์คาร์มาตรฐานระดับโลก ชูจุดเด่นเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบ DUALJET และแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT พร้อมดีไซน์สปอร์ตคงเอกลักษณ์ DNA ของ SWIFT กับเทคโนโลยีอันทันสมัยช่วยในการขับขี่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เจาะกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงาน ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 15,700 คัน

All New Suzuki SWIFT (ออล นิว ซูซูกิ สวิฟท์) รุ่นล่าสุดเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ SWIFT ยังเป็นรถยนต์หนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ RJC Car of the Year 2018 จากการคัดเลือกโดยสถาบันนักวิจัยและผู้สื่อข่าวยานยนต์แห่งญี่ปุ่น หลังจากที่ 2 เจเนอเรชั่นก่อนได้รับรางวัลนี้มาแล้วในปี 2005 และ 2010 ตามลำดับ สำหรับ All New Suzuki SWIFT พัฒนาภายใต้ “INNOVATION – Fun & Sporty” โดยออกแบบใหม่ทั้งหมดให้ All New Suzuki SWIFT มีความโดดเด่นทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ในด้านการออกแบบภายนอกยังคงความโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แต่มีกลิ่นอายของรถยุโรปมากยิ่งขึ้น ด้วยมิติของตัวรถซึ่งความสูงอยู่ที่ 1,495 มิลลิเมตร และกว้างขึ้น 40 มิลลิเมตร ทำให้ All New Suzuki SWIFT มีความสปอร์ตและดูปราดเปรียว ดุดัน ด้วยเส้นสีแดงตัดกระจังหน้าสีดำ ไฟหน้า LED Projector และไฟหลัง LED ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยขนาด 16 นิ้ว ในส่วนของสมรรถนะได้เพิ่มเทคโนโลยีใหม่คือหัวฉีดคู่หรือ DUALJET ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงประหยัดน้ำมันกว่าเดิมมากกว่า 23 กม. ต่อลิตร ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ K12M 1.2 ลิตร

นอกจากนั้น ในด้านความปลอดภัย All New Suzuki SWIFT (ออล นิว ซูซูกิ สวิฟท์) มีการนำแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT มาใช้เพื่อช่วยให้รถมีน้ำหนักน้อยลงแต่คงความแข็งแกร่งและช่วยประหยัดน้ำมัน รวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ TECT พร้อมระบบกันการสั่นสะเทือน ระบบ TCS ช่วยในการควบคุมรถขณะขับขี่บนถนนลื่นหรือในทางโค้ง และยังเหมาะกับการขับในเมืองด้วยระบบ IDLING STOP ที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่ง ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Control ที่จะช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัย SRS ถึง 6 ตำแหน่ง

ทั้งนี้ All New Suzuki SWIFT (ออล นิว ซูซูกิ สวิฟท์) ยังมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย แผงคอนโซลกลางด้านหน้าเบนเข้าหาคนขับเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น มาตรวัดสไตล์สปอร์ตที่ตกแต่งด้วยลายเส้นสีแดง พร้อมจอแสดงข้อมูลขับขี่แบบ LCD มาพร้อมกับจอสัมผัส Suzuki Smart Connect ขนาด 7 นิ้ว ที่ควบรวมระบบนำทางที่แม่นยำ กับฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth พร้อมโปรแกรมสุดล้ำ Apple CarPlay สำหรับ iOS รวมถึงพวงมาลัยที่ออกแบบใหม่เป็นรูปตัว D เพื่อเพิ่มพื้นที่วางเท้าระหว่างเบาะและพวงมาลัย

สำหรับลูกค้าที่สนใจ All New Suzuki SWIFT (ออล นิว ซูซูกิ สวิฟท์) ทาง บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินจัดโปรแกรม My Way ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,999 บาท ต่อเดือน และแคมเปญพิเศษ Loyalty Program สำหรับลูกค้า SWIFT เพียงนำ SWIFT คันเดิมมาเปลี่ยนเป็น SWIFT ใหม่ รับทันทีส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่ง 20,000 บาท

All New Suzuki SWIFT มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ Ablaze Red Pearl, Star Silver Metallic, Mineral Gray Metallic, Super Black Pearl และ 2 สีใหม่ คือ Speedy Blue Metallic และ Pure White Pearl โดยมีทั้งหมด 4 รุ่น 4 ราคา ดังนี้
GA CVT ราคา 499,000 บาท
GL CVT ราคา 536,000 บาท
GLX CVT ราคา 609,000 บาท
GLX-Navi CVT ราคา 629,000 บาท
หมายเหตุ : สีขาว Pure White Pearl เพิ่ม 5,000 บาท

Isuzu MU-X THE ICONIC

“Isuzu MU-X THE ICONIC” รถอเนกประสงค์รุ่นพิเศษ พร้อมชุดแต่งพิเศษสปอร์ตเท่รอบคัน
หลังจาก Isuzu ได้แนะนำ Isuzu X-Series 1.9 Ddi Blue Power ไลฟ์สไตล์ปิกอัพไปเมื่อปลายเดือนมกราคม ล่าสุด Isuzu ก็ได้ประกาศข่าวเขย่าตลาดรถเมืองไทยระลองสองอย่างต่อเนื่อง ด้วยการแนะนำ “Isuzu MU-X THE ICONIC” รถยนต์รถยนต์นั่งอเนกประสงค์สุดหรูที่มาพร้อมชุดแต่งพิเศษสปอร์ตเท่รอบคัน จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบรถที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

“Isuzu MU-X THE ICONIC” เป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์สุดหรูรุ่นล่าสุด ที่มาเพิ่มทางเลือกและต่อยอดความแรงของ “The New Isuzu MU-X” ภายใต้นิยาม Signature of Privilege เอกลักษณ์แห่งเอกสิทธิ์ โดยเพิ่มเติมความโฉบเฉี่ยว หรูหรา งดงามทุกรายละเอียด อาทิ สปอร์ตเท่รอบคันกับชุดแต่ง ICONIC STYLE ห้องโดยสารโทนเข้ม LAVA BLACK ขับเน้นอารมณ์สปอร์ต ระบบความบันเทิงพร้อม Built-in Navigator และ Digital TV Tuner และล้ออัลลอย 18″ ICONIC CROSS ทำให้เป็นยนตรกรรมไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้รถที่มีสไตล์อันโดดเด่น ไม่ซ้ำใคร

“Isuzu MU-X THE ICONIC” มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ 1.9 Ddi Blue Power และ 3.0 Ddi Blue Power ที่ให้การตอบสนองการขับขี่ที่ดี ประหยัดน้ำมัน และรักษาสิ่งแวดล้อม ชุดเกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ พร้อมช่วงล่างที่นุ่มนวล รวมถึงเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตยุคใหม่ให้ผู้ใช้รถได้สูงสุดในทุกด้าน โดยมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ ขาวมุกเอเวอร์เรสต์ (Everest Pearl White) และดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black)

ราคาจำหน่าย
Isuzu MU-X THE ICONIC 2wd 1.9 Da DVD Navi ราคา 1,354,000 บาท (สีขาวมุก Everest Pearl White +12,000 บาท)
Isuzu MU-X THE ICONIC 2wd 3.0 Da DVD Navi ราคา 1,399,000 บาท (สีขาวมุก Everest Pearl White +12,000 บาท)
เชิญสัมผัสรถรุ่นล่าสุด รุ่นพิเศษ! “Isuzu MU-X THE ICONIC” ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai