Mercedes-AMG GT C

Mercedes-Benz เผยโฉม 2 ซูเปอร์คารหรู GT C และ GT R กับขุมพลัง V8 bi-turbo
Merces-Benz เปิดตัวรถยนต์กลุ่มตระกูล AMG GT รถสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับพรีเมียมในประเทศไทย 2 รุ่นพร้อมกัน นั่นก็คือ Mercedes-AMG GT C และ Mercedes-AMG GT R ที่ทาง Mercedes-Benz เข้ามาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอของกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูง และแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมของรถยนต์ตระกูล AMG ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปี
Mercedes-AMG GT C

Mercedes-AMG GT C ถือเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Mercedes-AMG จากการผสมผสานนัวตกรรมใหม่ล่าสุดจาก Mercedes-AMG GT R เข้ากับระบบช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL Sports Suspension ที่เป็นจุดเด่นของรถยนต์รุ่นนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์ขับขี่ที่น่าพึงพอใจที่สุด

Mercedes-AMG GT C ดีไซน์ให้มีสปอยเลอร์ด้านหลังที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ อีกทั้งยังมีการปรับล้อหลังให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขณะเข้าโค้งและเสริมในการยึดเกาะ

กระจังหน้าแบบ AMG Panamericana พร้อมวัสดุบังคับลมชุบโครเมียม 15 ซี่ เช่นเดียวกับรถแข่ง Mercedes AMG GT 3 อีกทั้งยังมีการใช้ฝากระโปรงหน้ายาว ช่วยทำให้รถดูกว้าง ทั้งยังมีช่องรับอากาศที่กว้าง ช่วยให้อากาศไหลผ่านเข้าสู่ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่องรับอากาศสามารถเปิด-ปิดได้อัตโนมัติตามความเร็วของรถ

Mercedes-AMG GT C มีหลังคาผ้าใบ 3 ชั้น ที่มีผิวสัมผัสนุ่ม แต่ใช้โครงสร้างเป็นโลหะผสมแมกนีเซียมและอะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา โดยสามารถที่จะกางเปิดหรือเลื่อนปิดได้แบบอัตโนมัติ ภายในระยะเวลาเพียง 11 วินาที โดยที่สามารถใช้งานในแม้รถจะวิ่งอยู่ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ภายในของ Mercedes-AMG GT C จะมาพร้อมกับเบาะหนัง Nappa ที่มีตำแหน่งนั่งที่ต่ำเพื่อช่วยโอบล้อมให้ผู้ขับรู้สึกว่าอยู่ในรถแข่ง พวงมาลัย AMG Performance หุ้มหนัง Nappa และเส้นใย DINAMIC Microfibre โดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยชุดเบาะเสริมแบบ AMG Performance ที่สามารถปกป้องร่างกายของผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้งด้านหน้า-หลังมากขึ้นด้วยพนักพิงหลังที่มีความโค้ง และเสริมด้วยวัสดุเพื่อความนุ่มสบายมากกว่าเบาะนั่งมาตรฐาน อีกทั้งยังติดตั้งระบบให้ความอบอุ่นช่วงคอแบบ AIRSCRAF และระบบทำความเย็นให้กับเบาะสำหรับการขับขี่แบบเปิดประทุนได้ทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยผู้โดยสารสามารถเลือกปรับได้ 3 ระดับ

Mercedes-AMG GT C จะใช้เครื่องยนต์แบบ V8 เทอร์โบคู่ และอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 3,982 ซีซี. ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT DCT 7 Speed Sports Tranmission พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ที่ให้กำลัง 557 แรงม้า ที่ 5,750-6,750 รอบต่อนาที กับแรงบิดสูงสุด 680 นิวตันเมตร ที่ 1,900-5,500 รอบต่อนาที พร้อมสมรรถนะอันเร้าใจ ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.7 วินาที กับความเร็วสูงสุด 316 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมทั้งระบบ AMG DYNAMIC SELECT
Mercedes-AMG GT R

Mercedes-AMG GT R เป็นสมาชิกใหม่ของรถสปอร์ตในตระกูล AMG GT และเป็นรถสปอร์ตรุ่นแรกของ Mercedes-Benz ที่นำเทคโนโลยี และนวัตกรรมอันล้ำสมัยของรถแข่งมาประยุกต์ใช้ซึ่งถือเป็นการยกระดับการขับขี่ที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพและความเร้าใจในทุกท่วงท่า รถยนต์รุ่นนี้เป็นการผสมผสานสมรรถนะของรถ AMG GT 3 กับการใช้งานในชีวิตประจำวันของรถยนต์กลุ่ม AMG GT เพื่อผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบความเร็ว

Mercedes-AMG GT R สะท้อนปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ที่ทั้ง Mercedes-Benz และ AMG ยึดถือ ส่วนหน้าของตัวรถมีลักษณะลาดต่ำ และ กระจังหน้าแบบ AMG Panamericana ที่ยื่นออกไปคล้ายฉลามช่วยลดแรงกดที่ด้านหลังตัวรถ ส่งผลให้การไหลเวียนของอากาศขณะรถเคลื่อนที่ดีขึ้น อีกทั้งยังประกอบด้วยวัสดุบังคับลมชุบโครเมียม 15 ซี่ เช่นเดียวกับรถแข่ง Mercedes-AMG GT 3 ล้อเป็นแบบ AMG Performance ที่มีน้ำหนักเบา ช่วยประหยัดพลังงาน และทำให้ระบบช่วงล่าง และการหมุนพวงมาลัยเป็นไปอย่างแม่นยำ หลังคาผลิตด้วยวัสดุคาร์บอน

ภายในได้รับอิทธิพลมาจากกีฬามอเตอร์สปอร์ต โดยเบาะนั่งถูกปรับให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้ขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ และยังเป็นเบาะนั่งแบบ AMG Sports Bucket หุ้มด้วยหนัง Nappa และเส้นใย DINAMICA Microfibre ช่วยปกป้องลำตัวด้านข้างได้ดีแม้จะขับขี่ในความเร็วสูง โดยที่ผู้เป็นเจ้าของสามารถเลือกติดตั้งเบาะแบบ AMG Performance และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ อาทิ เข็มขัดนิรภัยสีเหลือง ชุดแผงหน้าปัดสีเหลือง หรือชุดแต่งห้องโดยสาร AMG Interior Night ได้

Mercedes-AMG GT R มีระบบกันสะเทือนที่ออกแบบมาเพื่อรุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยจะทำงานร่วมกับระบบ AMG RIDE CONTROL ด้วยการใช้โครงสร้างปีกนกสองชั้นเพื่อรักษาสมดุลของล้อ อีกทั้งยังใช้นวัตกรรม AMG Lightweight Performance ที่เลือกสรรวัสดุน้ำหนักเบาใช้ในการผลิต ทำให้โครงสร้างของรถมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง สามารถกระจายแรงได้เป็นอย่างดี

Mercedes-AMG GT R ใช้เครื่องยนต์แบบ V8 เทอร์โบคู่ และอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 3,982 ซีซี. ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT DCT 7 Speed Sports Tranmission พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ที่ให้กำลัง 585 แรงม้า ที่ 6,250 รอบต่อนาที กับแรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,900-5,500 รอบต่อนาที พร้อมสมรรถนะอันเร้าใจ ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.6 วินาที กับความเร็วสูงสุด 318 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมทั้งระบบ AMG DYNAMIC SELECT
ทั้ง Mercedes-AMG GT C และ Mercedes-AMG GT R เปิดให้จองได้แล้ววันนี้

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตอัจฉริยะรุ่นล่าสุดในตระกูล CLS
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเอส 300 ดี เอเอ็มจี พรีเมียม (Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium) รถยนต์รุ่นที่ 3 ในตระกูล CLS ที่พร้อมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยและดีไซน์อันสวยงาม สามารถตอบโจทย์ทั้งในด้านสมรรถนะและสุนทรียะในการขับขี่ โดยได้มีการปรับรูปลักษณ์ให้เรียบง่ายขึ้น แต่แฝงไปด้วยอารมณ์และกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของรถยนต์ CLS รุ่นแรก เตรียมเปิดตัวในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ 2018 (Motor Show 2018)

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเอส 300 ดี เอเอ็มจี พรีเมียม (Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium) ดีไซน์ภายนอกมีจุดเด่นอยู่ที่กระจังหน้าแบบ diamond-pattern grille ที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบคูเป้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้างและมีลักษณะทอดตัวลงไปที่พื้น รูปทรงของไฟหน้าที่ดูราบเรียบไปกับตัวถังยังได้รับการออกแบบให้มีเหลี่ยมมุมสอดรับกับเส้นสายบริเวณกระจังหน้าอย่างลงตัว

ด้านข้างตัวรถเสริมความสง่าด้วยลายเส้นที่อยู่สูงและลากเป็นวงโค้งตลอดคันรถ พร้อมมีการใช้เส้นสายที่ดูแข็งแกร่งบริเวณตัวถังเหนือล้อคู่หลังที่ค่อยๆ ทอดต่ำลงและผสานเข้ากับฝากระโปรงหลังที่มีลักษณะราบเรียบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อีกประการหนึ่งของรถยนต์ตระกูล The CLS

นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด – ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า – หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG, สัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรก, ล้ออัลลอยสปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19″ อีกทั้งยังมีชุดไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED และไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเอส 300 ดี เอเอ็มจี พรีเมียม (Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium) ยังได้ออกแบบภายในห้องโดยสารให้หรูหราเรียบง่ายแต่เสริมลูกเล่นพิเศษเข้าไป แผงหน้าปัดสำหรับผู้ขับขี่แบบดิจิตอล ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3 แบบ เพื่อให้เหมาะกับความรู้สึกขณะขับขี่ หรือให้เข้ากับการตกแต่งภายในห้องโดยสาร นอกจากนี้ ได้มีการออกแบบเบาะที่นั่งเป็นแบบ 5 ที่นั่งเป็นครั้งแรก โดยวัสดุหุ้มเบาะและฝีเข็มสำหรับทั้งเบาะที่นั่งคู่หน้าและเบาะที่นั่งตอนหลังที่อยู่ในตำแหน่งตรงกับเบาะที่นั่งตอนหน้าถูกจัดวางให้เหมือนกันทุกประการ เพื่อสร้างความรู้สึกให้คล้ายกับรถสปอร์ต 1 ที่นั่ง เบาะที่นั่งตอนหลังยังสามารถพับลงแบบ 40/20/40 ได้เพื่อขยายความจุของกระโปรงหลังที่มีความจุสูงถึง 520 ลิตร, เบาะที่นั่งคู่หน้าสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ, พวงมาลัยพาวเวอร์แบบมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัดที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถด้วยระบบไฟฟ้า หุ้มหนัง nappa พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control, ระบบ AUDIO 20 GPS และหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้วต่อกัน 2 จอ, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad, กาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต อีกทั้งยังสามารถเลือกสีของไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารได้ถึง 64 สี (Premium ambient lighting)