The new Audi A8 L

The new Audi A8 L ขีดสุดของรถ Premium Luxury เริ่ม 6.799 ล้านบาท
The new Audi A8 L ได้รับการออกแบบให้มีความงดงามโดดเด่น สะกดทุกสายตา การออกแบบตัวถังภายนอก สะท้อนความสำเร็จของแนวคิดการออกแบบใหม่ของ Audi ที่สามารถผสมผสานอารมณ์สปอร์ต ความหรูหราภูมิฐานเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ตัวถังมีมิติช่วยให้รถดูมีพลัง เส้นสายแนวนอนทำให้รถดูมีความเคลื่อนไหวพร้อมตอบสนองการขับขี่ทุกเวลา และให้ความรู้สึกหรูหราเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ภายนอกงดงามโดดเด่น
ด้านหน้าถูกออกแบบให้เป็นแนวกว้าง กระจังหน้าแบบชิ้นเดียวยกสูงขึ้น ตัวถังเน้นเส้นสายแนวนอน ทำให้รถดูมีไดนามิค การเคลื่อนไหว พื้นผิวตัวถังออกแบบให้มีมัดกล้ามเพิ่มอารมณ์สปอร์ต โดยตัวถัง The new Audi A8 L มีความยาว 5,302 มม. มากกว่ารุ่นพื้นฐาน 13 ซม.

ไฟหน้าเป็นแบบแมทริกซ์ แอลอีดี ซึ่งเป็นการเข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีไฟส่องสว่าง โดยชุดไฟหน้าประกอบด้วยไฟ LED ข้างละ 84 ดวง ควบคุมการทำงานอิสระ ทำให้ได้ลำแสงที่เหมาะสมกับสภาพการใช้งานทุกเส้นทางและไม่รบกวนผู้อื่น โดยการปรับการทำงานของหลอด LED ต่างๆ จะสั่งการผ่านชุดควบคุมการทำงานที่ได้ข้อมูลมาจากกล้องหน้ารถ ทำให้มีความแม่นยำสูง

ระบบควบคุมการทำงาน ล้ำสมัย ให้ความสะดวกสบายสุดๆ

The new Audi A8 L ยนตรกรรมที่มีความล้ำสมัยมากขึ้น ง่ายต่อการใช้งาน ด้วยแนวคิด Audi Touch Response ออกแบบให้มีระบบควบคุมการทำงานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน โดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาทดแทนปุ่มต่างๆ ทั้งหมด (fully digital) ทั้งปุ่มควบคุมระบบความบันเทิง ระบบปรับอากาศ รวมถึงมาตรวัดต่างๆ ทั้งความเร็ว รอบการทำงานของเครื่องยนต์ ควบคุมด้วยปุ่มดิจิทัล แสดงขึ้นมาบนหน้าจอเมื่อเปิดรถ แต่หากดับเครื่องหน้าจอก็จะกลับสภาพเป็นจอดำ กลมกลืนไปกับชุดคอนโซลหน้า

ทั้งนี้การควบคุมสามารถสั่งงานผ่านจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว หรือสั่งงานผ่านระบบ MMI Navigation plus with MMI touch response พร้อมจอแสดงผลแบบสัมผัส ขนาด 10.1 นิ้ว หรือผ่านทางพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันก็ได้เช่นกัน โดยจอทัชสกรีนยังใช้แสดงผลการทำงานของระบบนำทาง MMI Navigation Plus ซึ่งเป็นเทคโนโลยีนำทางที่ล้ำสมัย แสดงผลแบบ 3 มิติ ที่ให้คุณภาพระดับไฮ-เรส ช่วยให้ภาพคมชัด มองเห็นได้ง่ายและชัดเจน ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

ตำแหน่งผู้โดยสารด้านหลัง The new Audi A8 L ได้รับการออกแบบให้เพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยการควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ในรถด้วยชุดรีโมทคอนโทรลที่ติดตั้งมาให้ พร้อมจอทัชสกรีนสำหรับการสั่งการทำงานแบบไฮ-เรส ขนาด 5.7 นิ้ว ใกล้เคียงกับขนาดของโทรศัพท์มือถือทั่วไป โดยผู้โดยสารด้านหลังสามารถควบคุมได้ทั้งการเปิดระบบอุ่นเบาะนั่ง การปรับตำแหน่งเบาะนั่ง ระบบปรับอากาศที่เป็นแบบอัตโนมัติแยก 4 โซน หรือว่าเปิดระบบนวด ม่านบังแดด

The new Audi A8 L เน้นใช้วัสดุที่มีคุณภาพและผลิตในรูปแบบแฮนด์เมด ทำให้มีความประณีต ซึ่งทันทีที่ก้าวเข้าไปในรถ ผู้โดยสารจะรับรู้ได้ถึงมาตรฐานที่พิเศษที่สุดของรถคันนี้ และจากขนาดตัวถังที่ยาว และระยะฐานล้อที่ยาวของ The new Audi A8 L ช่วยให้วิศวกรมีอิสระในการออกแบบภายในมากขึ้น ผลที่ได้ตามมาก็คือ ความกว้างขวาง สะดวกสบายในทุกตำแหน่งที่นั่ง พื้นที่ช่วงขาเพิ่มขึ้น เพิ่มความสบายด้วยที่พักเท้าซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

หลังคา The new Audi A8 L แบบพาโนรามิคกลาส 2 ชั้น ทำให้มีความแข็งแรง และลดเสียงรบกวนจากภายนอก มีขนาดใหญ่จากบริเวณเบาะนั่งด้านหน้าไปถึงด้านหลัง ช่วยให้รถโปร่งโล่ง หรูหรา และมีแผ่นบังแดดที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า

ระบบความบันเทิงสำหรับที่นั่งตอนหลังที่ล้ำสมัย ประกอบด้วยจอมอนิเตอร์ขนาด 10.1 นิ้ว ที่ไม่สะท้อนแสง ทำให้ได้คุณภาพภาพที่คมชัด หน่วยความจำขนาด 32 GB พร้อมทางเลือกด้วยแทบเล็ตที่ติดตั้งไว้ที่ด้านหลัง ซึ่งสามารถถอดออกมาใช้งานได้ และที่ล้ำขึ้นไปอีกคือ ชุดรีโมทคอนโทรล นอกจากนี้สามารถใช้งานโทรศัพท์ผ่านเสาอากาศด้านนอก เพื่อคุณภาพการโทรที่ดีกว่า

Mitsubishi Mirage Limited Edition

Mitsubishi Mirage Limited Edition ยกระดับดีไซน์ให้เร้าใจ โดดเด่นด้วยสีใหม่ 2 สไตล์
ในกลุ่มรถอีโคคาร์ มิตซูบิชิ มิราจ (Mitsubishi Mirage) ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเป็นหนึ่งในรถที่มีอัตราประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเยี่ยม อีกทั้งยังให้การขับขี่ที่คล่องตัวในเมืองด้วยขนาดตัวถังที่เหมาะสม รองรับการเดินทางไกลได้อย่างสะดวกสบาย เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยแบบครบครัน ด้วยเหตุนี้เอง มิราจ จึงเป็นหนึ่งรถอีโคคาร์ที่ได้รับความนิยมเสมอมาตั้งแต่เปิดตัว เพื่อสานต่อความสำเร็จของ มิราจ ล่าสุด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น (Mitsubishi Mirage Limited Edition) เพื่อยกระดับรูปลักษณ์ให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยสีใหม่ 2 สไตล์ คือ สีแดงเมทิลลิก (Red Metallic) หลังคาดำ และ สีขาวมุก (White Pearl) ตัดกับหลังคาสีดำ เน้นความดุดันและทันสมัย ช่วยเพิ่มความโดดเด่นแต่ยังรักษารูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตและความปราดเปรียวเช่นเดิม

พร้อมการตกแต่งภายนอกและภายในที่ดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนน โดย มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น (Mitsubishi Mirage Limited Edition) ยังได้รับการตกแต่งด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ 10 รายการ เริ่มจากกระจกมองข้างสีดำพร้อมไฟเลี้ยวแอลอีดี สปอยเลอร์หลังสีดำ พร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบแอลอีดี ล้ออัลลอยสีดำขนาด 15 นิ้ว และตกแต่งด้วยสติกเกอร์ลายกราฟิก ชุดอุปกรณ์ตกแต่งดังกล่าวช่วยให้ มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มีความสวยงามโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อคงความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการใช้งานที่ยอดเยี่ยมได้อย่างลงตัว

ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น (Mitsubishi Mirage Limited Edition) ยังคงให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นหลัก พร้อมได้รับการตกแต่งเพิ่มสไตล์ที่สวยงามผสมผสานกับความเป็นสปอร์ตด้วยเบาะผ้าสีทูโทน ดำ-แดงพร้อมตะเข็บสีแดง หัวเกียร์และพวงมาลัยหุ้มหนังตกแต่งเสริมเพิ่มความเป็นสปอร์ตด้วยสีดำแบล็กเปียโนและโครเมียม เดินตะเข็บสีแดง มาพร้อมกระจกส่องหน้าบนแผงบังแดดคู่หน้า และราวมือจับเหนือศีรษะสามตำแหน่งแบบพับได้

มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น (Mitsubishi Mirage Limited Edition) ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ระบบสั่งงานด้วยเสียง พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และสวิตช์ควบคุมวิทยุที่พวงมาลัย ห้องโดยสารที่กว้างขวางและอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ช่วยมอบความสะดวกสบายอย่างมีสไตล์ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารในการขับขี่ทุกเส้นทางระบบความปลอดภัยของมิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มีความครบครันเพื่อปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน ระบบความปลอดภัยเชิงรุกประกอบด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกัน การลื่นไถล (TCL) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (ที่ความเร็วต่ำ) (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (เฉพาะด้านหน้า) (RMS-Forward) ทุกระบบได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยทั้งการขับขี่ด้วยความเร็วปกติในเมืองและความเร็วสูงบนถนนทางไกล

นอกจากถุงลมนิรภัยคู่หน้าที่ช่วยปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังมาพร้อมระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) และระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมด้วยระบบเสริมแรงเบรก (BA) ทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อมอบความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ รถแฮทช์แบ็กรุ่นพิเศษนี้ยังมีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX สองตำแหน่ง

มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น (Mitsubishi Mirage Limited Edition) แรงด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร DOHC พร้อม MIVEC ระบบวาล์วแปรผันเอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันสูงสุดและลดปริมาณมลพิษลงได้อย่างยอดเยี่ยม เครื่องยนต์ดังกล่าวผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 มีอัตราบริโภคน้ำมันที่ 23.8 กม.ต่อลิตร และมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 98 กรัมต่อกม. ใช้ระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ INVECIII CVT พร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ช่วยควบคุมและตัดกำลังไปยังเพลาขับโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรก และระบบ จี-เซ็นเซอร์ (G-SENSOR) ช่วยควบคุมการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ให้แม่นยำมากขึ้นในทางลาดชัน
มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น (Mitsubishi Mirage Limited Edition) ราคา 564,000 บาท สำหรับรุ่นสีแดงเมทัลลิก (Red Metallic) หลังคาสีดำ และ 571,000 บาท สำหรับรุ่นสีขาวมุก (White Pearl) หลังคาสีดำ พร้อมให้ลูกค้าทดลองขับและจับจองที่ผู้จำหน่ายมิตซูบิชิทั่วประเทศ

Maserati New Ghibli

Maserati New Ghibli รุกตลาดไฮลัคชัวรี่สปอร์ตซีดาน ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในมอเตอร์โชว์ 2018
มาเซราติ (Maserati) ประเทศไทย ภายใต้กลุ่ม บริษัท มาสเตอร์กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด หรือ MGC-ASIA พร้อมรุกตลาดไฮลัคชัวรี่ เผยโฉม กิบลี่ (Ghibli) รถสปอร์ตซีดาน 4 ประตู รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2018 (Motor Show 2018)” โดยทาง มาเซราติ ประเทศไทยตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 100%

มาเซราติ กิบลี่ (Maserati Ghibli) ได้รับการปรับโฉมเพื่อเพิ่มความสดใหม่ บนตัวถังเดิมที่โฉบเฉี่ยวคล้ายรถคูเป้ ผสานความประณีตหรูหราตามแบบฉบับรถสปอร์ตอิตาเลียน โดยยังคงเอกลักษณ์ต่างๆ ของมาเซราติเอาไว้อย่างครบถ้วน เช่น กระจังหน้าพร้อมตรีศูล สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของมาเซราติสุดคลาสสิกจากยุค 1950 และประตูแบบไร้ขอบกระจก (Frameless Doors) ตามสไตล์รถสปอร์ตพันธ์ุแท้ กันชนหน้า-หลัง ปรับปรุงใหม่ ช่วยให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (cd) ต่ำลง 7% จากเดิม 0.31 เหลือ 0.29 พร้อมเพิ่มความปลอดภัยด้วยไฟหน้าแบบเมตริกซ์แอลอีดี

มาเซราติ กิบลี่ (Maserati Ghibli) ที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 รุ่นหลัก คือ เบนซิน และดีเซล โดยแบ่งออกเป็น 4 รุ่นย่อย Maserati Ghibli Diesel และ Maserati Diesel GranLusso จะใช้เครื่องยนต์ดีเซล V6 ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบ 275 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000-2,600 รอบต่อนาที ทางด้าน Maserati Ghibli GranLusso จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 3.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ 350 แรงม้า ส่วน Maserati Ghibli S GranSport จะใช้เครื่องยนต์เบนซินตัวเดียวกันแต่เพิ่มกำลังเป็น 430 แรงม้า โดยที่ทุกรุ่นย่อยจะส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF

ภายในของ Ghibli Diesel, Ghibli Diesel GranLusso และ Ghibli GranLusso

ภายในของ Ghibli S GranSport
ราคาจำหน่าย Maserati New Ghibli
Maserati Ghibli Diesel 6,990,000 บาท
Maserati Diesel GranLusso 7,590,000 บาท
Maserati Ghibli GranLusso 8,890,000 บาท
Maserati Ghibli S GranSport 9,990,000 บาท

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตอัจฉริยะรุ่นล่าสุดในตระกูล CLS
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเอส 300 ดี เอเอ็มจี พรีเมียม (Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium) รถยนต์รุ่นที่ 3 ในตระกูล CLS ที่พร้อมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยและดีไซน์อันสวยงาม สามารถตอบโจทย์ทั้งในด้านสมรรถนะและสุนทรียะในการขับขี่ โดยได้มีการปรับรูปลักษณ์ให้เรียบง่ายขึ้น แต่แฝงไปด้วยอารมณ์และกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของรถยนต์ CLS รุ่นแรก เตรียมเปิดตัวในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ 2018 (Motor Show 2018)

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเอส 300 ดี เอเอ็มจี พรีเมียม (Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium) ดีไซน์ภายนอกมีจุดเด่นอยู่ที่กระจังหน้าแบบ diamond-pattern grille ที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบคูเป้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้างและมีลักษณะทอดตัวลงไปที่พื้น รูปทรงของไฟหน้าที่ดูราบเรียบไปกับตัวถังยังได้รับการออกแบบให้มีเหลี่ยมมุมสอดรับกับเส้นสายบริเวณกระจังหน้าอย่างลงตัว

ด้านข้างตัวรถเสริมความสง่าด้วยลายเส้นที่อยู่สูงและลากเป็นวงโค้งตลอดคันรถ พร้อมมีการใช้เส้นสายที่ดูแข็งแกร่งบริเวณตัวถังเหนือล้อคู่หลังที่ค่อยๆ ทอดต่ำลงและผสานเข้ากับฝากระโปรงหลังที่มีลักษณะราบเรียบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อีกประการหนึ่งของรถยนต์ตระกูล The CLS

นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด – ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า – หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG, สัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรก, ล้ออัลลอยสปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19″ อีกทั้งยังมีชุดไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED และไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเอส 300 ดี เอเอ็มจี พรีเมียม (Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium) ยังได้ออกแบบภายในห้องโดยสารให้หรูหราเรียบง่ายแต่เสริมลูกเล่นพิเศษเข้าไป แผงหน้าปัดสำหรับผู้ขับขี่แบบดิจิตอล ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3 แบบ เพื่อให้เหมาะกับความรู้สึกขณะขับขี่ หรือให้เข้ากับการตกแต่งภายในห้องโดยสาร นอกจากนี้ ได้มีการออกแบบเบาะที่นั่งเป็นแบบ 5 ที่นั่งเป็นครั้งแรก โดยวัสดุหุ้มเบาะและฝีเข็มสำหรับทั้งเบาะที่นั่งคู่หน้าและเบาะที่นั่งตอนหลังที่อยู่ในตำแหน่งตรงกับเบาะที่นั่งตอนหน้าถูกจัดวางให้เหมือนกันทุกประการ เพื่อสร้างความรู้สึกให้คล้ายกับรถสปอร์ต 1 ที่นั่ง เบาะที่นั่งตอนหลังยังสามารถพับลงแบบ 40/20/40 ได้เพื่อขยายความจุของกระโปรงหลังที่มีความจุสูงถึง 520 ลิตร, เบาะที่นั่งคู่หน้าสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ, พวงมาลัยพาวเวอร์แบบมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัดที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถด้วยระบบไฟฟ้า หุ้มหนัง nappa พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control, ระบบ AUDIO 20 GPS และหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้วต่อกัน 2 จอ, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad, กาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต อีกทั้งยังสามารถเลือกสีของไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารได้ถึง 64 สี (Premium ambient lighting)

Toyota Corolla Altis 2018

Toyota เสริมทัพ Altis ด้วยรุ่น 1.8S และ 1.8V พร้อม T-Connect Telematics
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งยอดนิยมของคนไทย Corolla Altis (โคโรลล่า อัลติส) So Excited Ever รุ่น 1.8S ใหม่ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้า และ รุ่น 1.8V ที่มาพร้อมกับ T-Connect Telematics อีกขั้นกับเทคโนโลยีเชื่อมต่อสำหรับรถยนต์ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าอันหลากหลาย ตลอดจนระบบความปลอดภัยมาตรฐานที่มีในทุกรุ่นเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้า ตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Toyotoa Corolla Altis (โคโรลล่า อัลติส) รุ่น 1.8S ใหม่
ภายนอกโฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย
ชุดไฟหน้า Bi-Beam LED Projector (ปรับระดับแบบอัตโนมัติ)… ปรับระดับสูง-ต่ำ พร้อมไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED Daytime Running Lights
กล้องบันทึกภาพหน้ารถยนต์ เก็บภาพทุกความเคลื่อนไหว ช่วยให้มั่นใจทุกครั้งในการออกเดินทาง
ช่วงล่างแบบสปอร์ต สนุกเร้าใจทุกสไตล์การขับ มั่นใจได้ในทุกสภาพถนน
ล้ออัลลอย 17 นิ้ว ดีไซน์หรู โฉบเฉี่ยว
ถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 จุด มาตรฐานความปลอดภัยที่เหนือกว่าด้วยการติดตั้งถุงลมนิรภัยระบบ SRS 7 จุด

ภายใน ทันสมัย ตอบสนองไลฟ์สไตล์สมบูรณ์แบบ
เบาะหนังสีดำ… ดุดัน หรูหรา
เบาะนั่งคู่หน้าแบบสปอร์ตคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า ปรับระดับ 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า ด้านคนขับ ให้ความรู้สึกสบาย ผ่อนคลายทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
หน้าจอระบบสัมผัสใหม่ขนาด 7 นิ้ว ครบครันความบันเทิงด้วยเครื่องเล่น DVD
กล้องมองหลัง แสดงภาพผ่านหน้าจอ LCD เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง ถอยจอดอย่างปลอดภัยและแม่นยำ
ระบบเชื่อมต่อ Bluetooth เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และไม่พลาดทุกการสื่อสาร
ระบบสตาร์ทและระบบเปิดประตูอัจฉริยะ… ควบคุมการล็อก-ปลดล็อกประตู และสตาร์ทเครื่องยนต์อย่างง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส
เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ…เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน
มาตรวัดเรืองแสง Optitron…เทคโนโลยีล้ำหน้า โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ต แสดงสถานะการทำงานของระบบต่าง ๆ อย่างเด่นชัด

โคโรลล่า อัลติส รุ่น 1.8V พร้อม T-Connect Telematics
พิเศษสุดสำหรับรุ่น 1.8V กับเทคโนโลยีอัจฉริยะ T-Connect Telematics ระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้ชีวิตและการเดินทาง เติมเต็มความสนุกให้ทุกการขับขี่ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับ Wi-Fi Box เพื่อผู้ขับขี่ใช้งานผ่านอุปกรณ์ Smartphone, Apple Watch และหน้าจอวิทยุ ให้สอดคล้องกับรูปแบบในการใช้ชีวิตและการเดินทางอย่างแท้จริง ทั้งนี้ T-Connect Telematics โดดเด่นด้วยความพร้อมและความชำนาญของศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า (Call Center) ตลอด 24 ชม.

เลือกเป็นเจ้าของ โคโรลล่า อัลติส ทั้ง 8 รุ่น 7 สี ได้แก่ สีขาวมุก (White Pearl Crystal)*, สีขาว (Super White 2)**, สีเงิน (Silver Metallic), สีดำ (Attitude Black Mica), สีเทา (Gray Metallic), สีน้ำตาล (Phantom Brown), สีแดง (Red Mica Metallic) ใหม่
หมายเหตุ : สำหรับสีขาวมุก White Pearl Crystal ราคาจะเพิ่ม 10,000 บาท จากราคารถ, *สำหรับรุ่น เครื่องยนต์ 1.8 ลิตรเท่านั้น, **สำหรับรุ่น เครื่องยนต์ 1.6 ลิตรเท่านั้น
ราคา Toyota Corolla Altis ใหม่ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและเครื่องปรับอากาศ)
รุ่น 1.8V 1,093,000 บาท
รุ่น ESPORT OPTION 979,000 บาท
รุ่น 1.8S 959,000 บาท
รุ่น ESPORT 944,000 บาท
รุ่น 1.8E 874,000 บาท
รุ่น 1.6G 869,000 บาท
รุ่น 1.6E CNG 969,000 บาท
รุ่น 1.6J 799,000 บาท